เพศศาสตร์ (Sexology)

ตามความหมายของ Webster’s New Twentieth Century Dictionary ให้ความจำกัดความไว้ว่า “เพศศาสตร์(Sexology) คือ ศาสตร์ หรือวิทยาการที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์” เพศศาสตร์ เป็นวิทยาการหรือศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องเพศ โดยมีรากฐานมาจากศาสตร์หลายๆ แขนง เช่น จิตวิทยา จิตเวช จิตวิเคราะห์ นรีเวชกรรม วิทยายูโร วิทยาเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ (หมายถึงต่อมฮอร์โมนทั้งหลาย) ศาสตร์เหล่านี้จะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องหรือความผิดปกติทางเพศทุกชนิด และสามารถจะช่วยให้มนุษย์ทุกคนมีความสุขที่สุดในเรื่องกามารมณ์ได้ (คำนึง, 2522 อ้างจาก ชัยวัฒน์ ปัญจพงษ์ และคณะ, 2524:7) เพศศาสตร์ จึงมีความหมาย ที่แคบกว่าเพศศึกษา เพราะเพศศึกษานั้น ต้องรวมถึงความรู้เกี่ยวกับชีวิตและการศึกษาด้านต่างๆ เช่น สุขวิทยา การแพทย์และสาธารณสุข การวางแผนครอบครัว ประชากรศึกษา จิตวิทยา วัฒนธรรม สังคม การเมือง ศาสนา และศีลธรรม เข้ามาผสมผสานด้วย เพศศึกษาจึงถือได้ว่าเป็นสหวิทยาการ (Multidiscipline) การแบ่งแขนงของวิชาเพศศาสตร์ สามารถแบ่งตามหัวข้อได้หลายแบบ โดยจะกล่าวในที่นี้ 2 […]

วัฒนธรรมทางเพศในสังคมไทย (SEXUAL CULTURE IN THAI SOCIETY)

วัฒนธรรมความเชื่อเรื่องเพศ เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการควบคุมภาวะทางเพศของคนในสังคมและเป็นแนวทางในการแสดงออกของพฤติกรรมทางเพศของปัจเจกบุคคลทั้งเพศหญิงและเพศชายที่แตกต่างกัน เช่น ความเชื่อว่า ผู้ชายเป็นมนุษย์เพศที่เหนือกว่าผู้หญิง ผู้หญิงอ่อนแอกว่าผู้ชาย และผู้หญิงเป็นทรัพย์สมบัติของผู้ชาย ความเชื่อที่ว่าความต้องการทางเพศของผู้ชายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการตอบสนองและหาทางปลดปล่อย ในขณะที่เพศหญิงไม่จำเป็นต้องทำเช่นผู้ชาย ความเชื่อที่ว่า ผู้ชายชาตรีต้องมีความสามารถในเรื่องเพศ แต่ผู้หญิงที่ดีไม่ควรแสดงออกเกี่ยวกับเรื่องเพศ เป็นต้น ในปัจจุบันแม้ว่าสภาพสังคมจะเปลี่ยนไป มีการผสมผสานวัฒนธรรมทางเพศของไทยและต่างประเทศผ่านกระแสโลกาภิวัฒน์ แต่วัฒนธรรมไทยดั้งเดิมหลายอย่าง ยังมีส่วนกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคมอยู่มาก การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้มีผลกระทบต่อสังคมเป็นอย่างมาก การอพยพแรงงานจากภาคเกษตรกรรมเข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรม หนุ่มสาวต้องพรากจากสังคมเดิมเข้ามาอยู่ในสภาพใหม่ ไม่มีพ่อแม่หรือญาติให้การคุ้มครองหรือปรึกษาหารือ การพบปะของหนุ่มสาวง่ายขึ้น ประกอบกับการยอมรับวัฒนธรรมอื่นทั้งวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก ทำให้การแสดงออกทางเพศของคนในสังคมเปลี่ยนไป

รูปแบบของเพศสัมพันธ์

รูปแบบของเพศสัมพันธ์ในสังคมสามารถจัดได้เป็นสองลักษณะ คือ 1.เพศสัมพันธ์แบบรักต่างเพศ (Heterosexuality) เป็นเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง และถือว่าเป็นพฤติกรรมทางเพศสัมพันธ์ของคนส่วนใหญ่ เนื่องจากหน้าที่ของเพศสัมพันธ์ในด้านการขยายเผ่าพันธุ์ ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงยอมรับและเข้าใจว่าเพศสัมพันธ์แบบชายกับหญิงเท่านั้นที่เป็นพฤติกรรมปกติ สังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมระบบสามีเดียวภรรยาเดียว (Monogamy) หมายถึงการที่ชายหนึ่งหญิงหนึ่งอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา แต่คนบางกลุ่มมีระบบครอบครัวแบบหลายสามีหลายภรรยา ซึ่งในสังคมไทยส่วนใหญ่เป็นแบบสามีเดียวหลายภรรยา (Polygamy) 2.เพศสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกัน (Homosexuality) เป็นความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างชายกับชาย หรือหญิงกับหญิงอย่างใดอย่างหนึ่ง เนื่องจากสังคมไทยถือว่าเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิงเป็นเพศสัมพันธ์ปกติ ดังนั้นพฤติกรรมรักร่วมเพศจึงกลายเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจะมีพฤติกรรมทางเพศแบบรักทั้งสองเพศ (Bisexuality) ซึ่งมีเพศสัมพันธ์ทั้งกับเพศตรงข้ามและกับเพศเดียวกัน

สถานการณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ

ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศยังเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอยู่มากเนื่องจากพฤติกรรมทางเพศถือเป็นเรื่องส่วนตัวและเป็นความลับ ดังนั้นข้อมูลที่จะกล่าวต่อไปนี้ จึงอาจมีหลายส่วนที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง ในอเมริกามีบางรายงานแจ้งว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของเพศชาย และ 28 เปอร์เซ็นต์ของเพศหญิง มีเพศสัมพันธ์เพียงบางโอกาสในรอบ 1 ปี ในประเทศอังกฤษพบว่าประชาชนใช้เวลา 3.5 ปีในชีวิตสำหรับการกิน 2.5 ปีสำหรับการพูดโทรศัพท์ 2 สัปดาห์สำหรับการจุมพิต และมีเพศสัมพันธ์ 2580 ครั้งกับคู่ (โดยเฉลี่ย) 5 คน แม้ว่าอัตราการมีเพศสัมพันธ์จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่พบว่าระยะเวลาความสัมพันธ์หรือการแต่งงานกลับมีผลผกผันกับอัตราการมีเพศสัมพันธ์มากกว่าอายุ นอกจากนี้อัตราการมีเพศสัมพันธ์ยังแตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม เพศสัมพันธ์หลังอายุ 40 ปี จะลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญในบางประเทศของทวีปเอเชียเมื่อเทียบกับทวีปยุโรป เช่น ในประเทศอินเดียคู่สมรสหลายๆคู่หยุดมีเพศสัมพันธ์หลังอายุ 50 ปี หรือเมื่อบุตรสาวแต่งงานหรือเมื่อมีหลายยายคนแรก เมื่อเรื่องเพศมีบทบาทสำคัญและมีผลกระทบต่อสังคมหลาย ๆด้าน จึงสมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องศึกษา เพื่อให้เข้าใจเรื่องเพศและพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์ในสังคม ตลอดจนการทำความเข้าใจในวัฒนธรรมทางเพศของกลุ่มสังคมย่อย และเข้าใจความขัดแย้งของวัฒนธรรมทางเพศที่อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคมได้

ความรู้เรื่องเพศ (Sex information)

ลักษณะของเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ สามารถแบ่งเป็นลักษณะใหญ่ ๆ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ความรู้ด้านชีววิทยา (Biological aspect) เช่น กายวิภาคและสรีรวิทยาของระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ทั้งชายและหญิง ลักษณะทางพันธุกรรมและสุพันธุกรรม (Genetic and Eugenic) 2.ความรู้ด้านสุขวิทยา (Hygienic aspect) เช่น เรื่องเกี่ยวกับการป้องกันการเจ็บป่วยและส่งเสริมสุขภาพทางเพศ สุขวิทยาส่วนบุคคลเกี่ยวกับอวัยวะเพศ 3.ความรู้ด้านจิตวิทยา (Psychological aspect) เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับสภาวะจิตใจและอารมณ์ในเรื่องเพศ พัฒนาการด้านจิตใจและอารมณ์ทางเพศในวัยต่างๆ การปรับตัวเข้ากับเพศเดียวกันและต่างเพศ ความรู้สึก ทัศนคติต่อเรื่องเพศ และต่อเพศตรงข้าม เป็นต้น 4.ความรู้ด้านสังคมวิทยาและวัฒนธรรม (Sociological and cultural aspect) เช่น เรื่องเกี่ยวกับพัฒนาการทางเพศในด้านสังคม เช่น ความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันและต่างเพศ เพศสัมพันธ์ ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม การเกี้ยวพาราสี การเลือกคู่ครอง การใช้ชีวิตคู่ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมทางเพศต่าง ๆ

บทบาทสำคัญของเพศศึกษา (Significant roles of sex education)

บทบาทสำคัญของเพศศึกษาคือ การกำหนดความสำคัญของการศึกษาเพศวิถี เพื่อให้นักเรียนได้ตระหนัก และเห็นคุณค่าของการรู้และเข้าใจหลักพื้นฐาน ความหมาย และสาระสำคัญของการศึกษาเพศวิถีศึกษา ซึ่งเพศวิถีศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการเรียนการสอนของนักเรียน ดังนี้ 1.ช่วยให้แต่ละคนเข้าใจและยอมรับหน้าที่ตามเพศของตน 2.เข้าใจความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในฐานะเพื่อน ให้เกียรติกัน 3.ตระหนักถึงความแตกต่างในลักษณะการนึกคิดและพฤติกรรมทางเพศ และยอมรับความแตกต่าง 4.เข้าใจการเลือกคู่ 5.เข้าใจการเตรียมตัวรับผิดชอบต่อครอบครัว 6.เข้าใจการเลี้ยงดูบุตรธิดาให้เติบโตเป็นพลเมืองดี บทบาทสำคัญของเพศศึกษามีบทบาทสำคัญช่วยให้นักเรียนมีความรู้ และเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขอนามัยทางเพศ รู้จักวิธีการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นตามหลักการมีความสามารถในการประเมินโอกาสเสี่ยงจากพฤติกรรมทางเพศ และปัญหาจากการมีเพศสัมพันธ์ไม่พร้อม ตลอดจนตระหนักรู้ในคุณค่าของตนเอง สร้างแรงจูงใจในการตัดสินใจเลือกแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างมีสุขภาวะ

ความหมายของเพศศึกษา (DEFINITION OF SEX EDUCATION)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำว่า “เพศ” หมายถึง “รูปที่แสดงให้รู้ว่าหญิงหรือชาย ซึ่งหากจะตีความกันแต่เพียงว่า “เพศ” คือ ลักษณะบอกให้ใครๆ รู้ว่า บุคคลนั้นๆ เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” ในลักษณะของรูปธรรมเท่านั้น ก็เป็นการยากที่จะเข้าใจความหมายของความรู้เรื่องเพศได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับความหมายของเพศในลักษณะนามธรรมนั้น “เพศ” หมายถึง “ความรู้สึกและความต้องการทางเพศ หรือกามารมณ์” ในทรรศนะของคน ทั่วไป คำว่า “เรื่องเพศ” หรือ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า เซ็กส์ (sex)” มีความหมายที่กำกวมตีความได้หลายความหมาย เช่น บางครั้งคำว่า เซ็กส์ (sex) หมายถึง ลักษณะทางกายภาพที่บอกว่าเป็นเพศชาย หรือหญิง บางครั้งหมายถึงแรงขับหรือสัญชาตญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ที่แสดงออกเป็นพฤติกรรม บางครั้งหมายถึงพฤติกรรมทางเพศ หรือการมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานทางภาษาในวาทกรรมของสังคมไทย นักสังคมวิทยา 2 ท่าน คือ เนริดา คุค และ ปีเตอร์ แจกสัน (Nerida M. Cook and Peter A. Jackson, […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยในผู้หญิง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยในผู้หญิง ผู้หญิงหลายคนที่ติดเชื้อโรคติดต่อทางSex อาจไม่มีอาการแสดงให้เห็น ทำให้ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจนนำไปสู่อาการที่รุนแรงขึ้น บางโรคอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่างภาวะมีบุตรยาก อุ้งเชิงกรานอักเสบ มะเร็งปากมดลูก หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ผู้หญิงควรระวัง ได้แก่ โรคติดเชื้อเอชพีวี (Human Papillomavirus: HPV) พบได้มากในผู้หญิง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อเอชพีวีจะไม่มีอาการหรือบาดแผลใด ๆ ให้เห็น  ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อและอาจแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่นผ่านการมีเพศสัมพันธ์หรือการทำกิจกรรมทางเพศอื่น ๆ ได้ง่าย ทั้งนี้ ผู้ที่เป็นกังวลว่าตนเองอาจติดเชื้อไวรัสเอชพีวีควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ ส่วนผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 9-26 ปี และไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน สามารถป้องกันโรคนี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก หนองในแท้ เป็นอีกโรคที่เกิดจากการทำกิจกรรมทางเพศกับผู้ที่ติดเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของโรค หากป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นอยู่ก่อนแล้วจะยิ่งเสี่ยงติดโรคหนองในแท้มากขึ้น นอกจากนี้ อาจติดเชื้อที่บริเวณอื่น ๆ นอกเหนือจากอวัยวะเพศได้ เช่น ตา คอ ทวารหนัก เป็นต้น หลายคนอาจสับสนระหว่างโรคนี้และกับโรคหนองในเทียม เนื่องจากมีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น มีหนองไหลออกมาจากอวัยวะเพศ เจ็บปวดหรือแสบร้อนเวลาปัสสาวะ แต่ผู้ป่วยหญิงหลายคนก็ไม่มีอาการแสดงให้เห็นหรือมีอาการน้อยมาก  ทั้งนี้ โรคหนองในแท้รักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ และควรพาคู่นอนเข้ารับการรักษาพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ หนองในเทียม เป็นโรคที่มักติดต่อกันผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทวารหนัก แต่พบการติดต่อทางปากและตาได้เช่นกัน อาการสำคัญที่เห็นได้ชัดคือ มีหนองไหลออกมาจากอวัยวะเพศ หรือปวดแสบปวดร้อนขณะปัสสาวะ โรคนี้รักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะเช่นเดียวกับโรคหนองในแท้ แต่หลังจากรักษาหายแล้ว ผู้ป่วยควรรับการตรวจอีกครั้งภายใน 3 เดือน เพราะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ เริมที่อวัยวะเพศ เป็นโรคจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็ก ไวรัส (Herpes […]

การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วิธีป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ 1. ใส่ถุงยางอนามัย หากจะมีเพศสัมพันธ์ หรือ Sex กับคนที่ไม่แน่ใจว่ามีเชื้อหรือไม่ 2. รักษาความสะอาดของร่างกายและอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ 3. ไม่เปลี่ยนคู่นอน ให้มีสามี หรือภรรยาคนเดียว 4. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ยังอายุน้อย เนื่องจากมีสถิติว่า ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยจะมีโอกาสติด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สูง 5. ตรวจโรคเป็นประจำทุกปี เพื่อหาเชื้อโรค แม้จะไม่มีอาการใด ๆ โดยเฉพาะคู่ที่กำลังจะแต่งงาน 6. เรียนรู้ ศึกษาอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก่อนมี Sex 7. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน เพราะจะทำให้เกิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้ง่าย 8. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หากจำเป็นให้สวมถุงยางอนามัย 9. ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้ง่าย วิธีปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 1. ต้องรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค 2. แจ้งคู่นอนให้ทราบว่า เป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ […]

10 จุดสัมผัส ที่ชายหนุ่มอยากให้คุณลงไม้ลงมือกับมัน

ผู้หญิง เราก็สามารถมอบความสุขให้กับผู้ชายได้ อย่าไปคิดว่าเป็นผู้หญิง จะทำอะไรก่อนจะดูไม่ดี ลองมาดู จุดสัมผัส ที่ชายหนุ่มอยากร้องขอให้คุณลงไม้ลงมือกับมันให้มากๆ จะลูบไล้เคล้นคลึง จูบ หรือเลีย ก็ได้ทั้งนั้น 1. ผิวกาย “อวัยวะที่เกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายของคนเราก็คือผิวหนัง” นี่คือคำเฉลยจากผู้เชี่ยวชาญด้านเพศ ดร. กลอเรียเบรม “กระบวนการปลุกอารมณ์เป็นเรื่องของการสร้างความเร่าร้อนผ่านการสูบฉีดโลหิตในร่างกายเรา” การสัมผัสผิวกายทุกส่วนของคู่คุณจะช่วยเพิ่มความเร่าร้อน และความวาบหวามด้วยการเพิ่มการสูบฉีดโลหิตทั่วเรือนร่างของเขาฉะนั้นเริ่มต้นกิจกรรมรักของคุณด้วยการนวดเขาและเพิ่มความเซ็กซี่ด้วยการใช้มือลูบไล้แผ่นหลังแขนหน้าอกในระหว่างการร่วมรัก 2. บั้นท้าย ผู้ชายชอบให้เล่นกับก้นเหมือนกันนะ! การใช้นิ้วนวดเบาๆ หรือใช้ลิ้นที่บริเวณนี้สามารถทำให้ผู้ชายทะลุจุดเดือดได้ง่ายๆ เลย 3. ต้นคอ คอของเราเป็นที่รวมของปลายประสาทจำนวนมาก โดยปกติแล้วตามสัญชาตญาณเรามักจะรู้สึกว่าลำคอเป็นส่วนที่เปราะบางที่สุดของร่างกาย และนั่นยิ่งทำให้มันเซ็กซี่ยิ่งขึ้น การสัมผัสที่ลำคอและต้นคอสามารถทำให้บางคนสั่นเทิ้มได้เลย ลองใช้สัมผัสหลายๆอย่างที่บริเวณนี้ จูบ ลูบไล้ และเลียเบาๆ แล้วพ่นลมหายใจลงไปให้เขาสั่นสะท้าน 4. หูด้านใน การกระซิบกระซาบคำพูดแสนเซ็กซี่ส่งสัญญาณที่น่าตื่นเต้นไปสู่สมอง เริ่มด้วยการกระซิบกระซาบสิ่งที่คุณอยากทำกับเขา แล้วก็ใช้ปลายลิ้นแหย่เข้าไปด้านใน เขาก็จะยิ่งคลั่งยิ่งขึ้น แต่ผู้ชายบางคนก็อาจไม่ชอบให้เล่นกับหูมากเกินไปนัก เพราะฉะนั้นให้สังเกตปฏิกิริยาของเขาให้ดี แล้วก็ลองเปลี่ยนไปจัดการกับจุดอื่นของใบหูต่อ 5. หลังใบหู จุดสัมผัส บริเวณนี้ชวนให้เกิดความ ตื่นตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ จากนั้น ลองงับเบาๆที่ติ่งหู และใช้ลิ้นเลียไปตามแนวยาวของใบหู หรืออาจจะแค่ถอนหายใจกระเส่าๆ (ที่ด้านหลังหูของเขาก็พอ […]