ระยะของความรัก

ได้ฟังเรื่องราวความรักมาพอสมควร เท่าที่คนอายุยี่สิบปีพอจะรู้ได้บ้าง ถึงจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็ได้ยินมาทั้งรักที่ฟังแล้วน่าสงสารเหลือเกิน คนอะไรจะโชคร้ายได้ขนาดนั้น ไปจนถึงรักแท้ที่น่าประทับใจจนรู้สึกอิจฉา แต่ทุกๆ เรื่องรัก ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ มันทำให้รู้สึกจริงๆ ว่า

 

               ”    ความรักมันเกิดไม่ง่ายเลย แต่ที่ยากกว่า คือการรักษาความรักนั้นไว้ให้ทนทานผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ต่างหาก  “

 

ลองไล่ทวนระยะของความสัมพันธ์ดูแล้วจะยิ่งซึ้งว่า ความรักนี่มันยากจริงๆ 

          แรกเริ่มพบเจอ ถ้าไม่สบตาแล้วรักกันเลย ก็ต้องมีฝ่ายหนึ่งสนใจและพยายามเข้าหาอีกฝ่าย เป็นระยะเวลาที่ต้องอาศัยความอดทนและพยายาม จนกว่าอีกฝ่ายจะเปิดใจรับเราเข้าไป ถ้าหากไม่ได้มีฝ่ายไหนถูกใจฝ่ายไหน ก็ต้องอาศัยพรหมลิขิตช่วยให้คนสองคนได้มาใกล้กันด้วยเหตุจำเป็น

          หลังจากได้พบกัน กว่าจะคุยกันแล้วพบว่าถูกใจก็ต้องใช้เวลาอีกพอสมควร หลายครั้งหลายหนที่คนเมื่อแรกพบถูกใจ แต่เมื่อมาได้คุยกันแล้วกลับทำให้ความรู้สึกดีๆ มันลดลงไปซะงั้น หรืออาจจะมีบางคนที่แรกพบงั้นๆ แต่พอคุยไปกลับรู้สึกถูกคอ รู้สึกว่าคนที่กำลังคุยด้วยมีเสน่ห์ด้วยซ้ำ 

ความรักไม่มีอะไรแน่นอนเลยจริง

 
         กว่าจะคุยกันจนรู้สึกดีมากๆ ทั้งสองฝ่าย ดีจนอยากจะศึกษากันจริงจัง ก็ยากพอๆ กับเวลาตกลงใจทำประกันสุขภาพ เป็นความสุขที่ต้องเสี่ยง ถ้าพลาดแล้วต้องชดใช้เป็นค่าความรู้สึกที่เสียไป ไม่ง่ายเลยที่จะตกลงปลงใจได้ขนาดนั้น นอกจากเลือกคนแล้ว ความรักยังเลือกเวลาอีกต่างหาก เกิดถูกคน ผิดเวลา ก็อาจจะไม่ได้คบกัน หรือคบกันแล้วสุดท้ายก็ต้องมีอันคลาดจากกันไป

          คบกัน ได้ศึกษาข้อดีข้อเสียกัน ได้ชื่นชมข้อดีของอีกฝ่าย ถ้าโอบกอดข้อเสียของอีกคนไว้ได้ก็คงไปกันรอด หลายครั้งที่ตั้งข้อสงสัยว่า ความเหมือนหรือความต่างมันจะดีกว่ากัน แต่สุดท้ายก็จบลงตรงข้อสรุปที่ว่า อะไรที่มากไปก็ไม่ดีทั้งนั้น ถ้าเหมือนกันมากเกินไป ก็คงน่าเบื่อจนไม่มีอะไรให้ศึกษากันพอดี ไม่ต้องทะเลาะกันเลยก็ขาดรสชาติของคู่รักเกินไป เหมือนปรุงอาหารด้วยรสชาติเดียวก็คงไม่อร่อย แต่ต่างกันเกินไป ก็ไม่น่าจะมีความสุข ทำอะไรก็ค้านกันขัดกันไปเสียทุกอย่าง ขบกันไม่เว้นแต่ละวัน วิถีชีวิตต่างกันมากจนไม่มีอะไรที่จะทำร่วมกันได้ จะไปได้ศึกษาอะไรกัน ซึ่งความพอดีของความเหมือนและความต่างนี่แหละที่มันยากเหลือเกิน

          คบกันได้ระยะเวลาพอควรที่สองฝ่ายรู้สึกได้ว่านี่แหละคู่ชีวิตที่อยากแต่งงานด้วย ซึ่งระยะเวลาที่ว่านี้ก็แตกต่างกันออกไปในแต่ละคู่ น่าแปลกที่หลายคู่เวลาคบกันก็มีความสุขดี แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ พอจะแต่งงาน กลับรู้สึกไม่ใช่ซะงั้น มันก็ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาไม่รักไม่มีความสุข แต่มันก็ไม่รู้สึกว่าคนข้างๆ คนนี้เนี่ยแหละที่อยากจะอยู่ด้วยไปจนแก่เหมือนกัน ความรู้สึกเหมือนยังไม่เคยถูกเติมเต็มไปให้ถึงระดับอยากจะแต่งงานกันเสียที

          ถึงจะแต่งงานกันไปแล้ว ก็ใช่ว่าความสัมพันธ์ดีๆ จะวิ่งทวนเข็มกลับไปอดีตไม่ได้ การหย่าร้างก็ยังมีให้เห็นทั่วไปในสังคม รักกันมาอยู่กันมาเป็นสิบยี่สิบปีก็ยังเลิกกันได้ โจทย์รักที่ว่าจะประคับประคองความรักให้มันยังอยู่ต่อไป จะรดน้ำดอกไม้ในหัวใจของคู่ชีวิตเรา พรวนดินบ่อยแค่ไหนถึงจะเติบโตและไม่ตาย ยังเป็นโจทย์ยากที่แต่ละคู่ต้องฟันฝ่าร่วมกันไปจนถึงตอนจบ

ความรักไม่เคยง่ายเลยแม้แต่ขั้นตอนเดียว

 
          ใครที่ผ่านด่านมาได้เรื่อยๆ คงจะโชคดีระดับนึงเลย หากตอนนี้ใครมีความรักที่อยู่ในระยะไหน ก็ประคับประคองดูแลกันให้ดีๆ นะคะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ ต้องผ่านอะไรกันมาเยอะ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอะไรท้าทายความสัมพันธ์ของคุณอยู่ข้างหน้าอีกด้วยเช่นกัน

          ไล่ระยะของความสัมพันธ์มาถึงตอนสุดท้ายแล้ว ใครที่ผ่านมาจนได้คู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันจนวาระสุดท้ายของชีวิตนี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ ถ้าคำนวณออกมาเป็นตัวเลขแล้ว ความน่าจะเป็นน่าจะต่ำเอามากๆ

 

                    ”      แบบนี้แล้ว คงไม่แปลกที่เค้าจะพูดกันว่า ความรักเป็นเรื่องของพรหมลิขิต สินะ    “

 

 

ขอบคุณที่มา  storylog.co