ทำไม ?? ความสัมพันธ์ที่ดีบางคู่กลับอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน

 

ตามสถิติ ระยะเวลาที่คู่รักใช้ชีวิตร่วมกันในการสมรสก่อนการหย่าในหลายประเทศ
เช่น แคนาดา ฝรั่งเศส อเมริกา เม็กซิโก และญี่ปุ่น จะมีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงอยู่ที่ 10 ปี

ปี 1995 โกฮยอนจอง นักแสดงหญิงชาวเกาหลี เข้าพิธีแต่งงานกับ จงยงจิน หลานผู้ก่อตั้งบริษัทซัมซุง ทั้งคู่แยกทางกัน 8 ปีหลังจากพิธีแต่งงาน

ข้ามไปฝั่งอเมริกา ปี 2000 แบรด พิตต์ และเจนนิเฟอร์ อนิสตัน เปิดตัวเป็นคู่รักได้ 2 ปี ก่อนจะจัดงานแต่งงานและประกาศแยกทางกันภายใน 5 ปี

อีกคู่ที่ดังไม่แพ้กัน ทอม ครูซ และเคที โฮล์มส์ ตัดสินใจมีลูกร่วมกันหลังจากคบกันได้ 7 เดือน งานวิวาห์ถูกจัดขึ้น ก่อนตามด้วยการแยกทางใน 6 ปีต่อมา

นี่เป็นเรื่องราวน่าเศร้าของคู่รักเพียง 3 คู่ จากจำนวนคู่รักหลายล้านคู่ที่มั่นใจในความสัมพันธ์ของตนจนยอมจดทะเบียนสมรสขึ้นทุกปี สถิติการหย่าร้างที่เพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น แคนาดา อินเดีย เกาหลีใต้ หรือไทยของเราเอง ทำให้เราเห็นว่าทุกปีมีคู่รักจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยความมั่นใจ แต่สุดท้ายต้องผิดหวังจากคำมั่นสัญญาที่ให้กัน

ตามสถิติ ระยะเวลาที่คู่รักใช้ชีวิตร่วมกันในการสมรสก่อนการหย่าในหลายประเทศ เช่น แคนาดา ฝรั่งเศส อเมริกา เม็กซิโก และญี่ปุ่น จะมีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงอยู่ที่ 10 ปี
สงสัยไหมคะว่าวิทยาศาสตร์สามารถบอกอะไรเราได้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นดี แต่กลับอยู่ไม่เกิน 10 ปี ของคนจำนวนมาก?

จากการศึกษาคู่รัก นักวิทยาศาสตร์พบว่า ความสัมพันธ์ในช่วงเริ่มต้น และความสัมพันธ์ในระยะยาว เป็นความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน เนื่องจากสมองทำงานในสภาวะที่ต่างกัน และมีเป้าหมายทางชีววิทยาที่ไม่เหมือนกัน การจะขยับเขยื้อนออกจากสภาวะแรก ไปเข้าสู่สภาวะที่สอง และสร้างสัมพันธ์ที่มั่นคงยาวนาน แม้ว่าจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติกับคนหลายกลุ่ม แต่ก็เป็นอุปสรรคของคู่รักหลายคู่เช่นเดียวกัน

 

 

ความรักระยะแรก
ผลการสแกนสมองของคนที่อยู่ในห้วงความรักระยะเริ่มต้น แสดงให้เห็นว่าสมองของคนกลุ่มนี้มีภาวะอารมณ์ที่ต่างจากปกติมาก เป็นผลเนื่องมาจากการทำงานที่เพิ่มขึ้นของสมอง 3 ส่วน

ส่วนที่หนึ่งคือ สารสื่อประสาทนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ซึ่งมีผลกับการตื่นตัวและระบบทางเดินอาหาร ส่วนที่สองคือ บริเวณที่มีชื่อว่า Ventral Tegmental Area ทำหน้าที่สร้างสารสื่อประสาทโดปามีน (Dopamine) และส่วนที่สามคือ วงจรโดปามีน ทำงานเกี่ยวกับการสร้างความสุขประเภทแรงขับ กระตุ้นให้คนทำกิจกรรมเพื่อการอยู่รอด

จากความเปลี่ยนแปลงของสมอง 3 ส่วนนี้ ทำให้คนที่อยู่ในห้วงรักระยะแรกมีพฤติกรรมคล้ายคนติดยา นั่นคือ ตื่นตัว สมาธิจดจ่อ เรี่ยวแรงเยอะ ไม่หิว ไม่ง่วง ในขณะเดียวกันอารมณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นอารมณ์ที่รุนแรง บางคนถึงกับแต่งเพลงและเขียนอธิบายถึงความรู้สึกว่าเป็นเหตุการณ์ความเป็นความตาย อยู่ไม่ได้หากขาดคนรัก

ในขณะที่สมอง 3 ส่วนนี้มีการทำงานพลุ่งพล่านเพิ่มขึ้น สมองอีก 2 ส่วนก็สวนทางโดยการทำงานลดลง ส่วนที่หนึ่งคือ สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) เป็นสมองส่วนเหตุผลและการวางแผน เมื่อทำงานลดลง จะส่งผลให้คนที่อยู่ในห้วงรัก แม้ในภาวะปกติจะเป็นคนที่มีเหตุผลและรอบคอบ ก็อาจเปลี่ยนนิสัยเป็นคนกล้าเสี่ยง และไม่ใช้เหตุผลกับความรัก ส่วนที่สองคือ สารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) การที่สารนี้ลดลง ทำให้คนมีสภาพคล้ายกับผู้ป่วยโรค OCD หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ มีพฤติกรรมหมกมุ่นและไม่สามารถหยุดคิดเรื่องของคนรักได้

 

จากการศึกษาคู่รักหลายคู่พบว่าภาวะนี้จะดำเนินไปโดยเฉลี่ยประมาณ 8 เดือน ถึง 2 ปี ระหว่างนี้เพศชายจะมีพฤติกรรมเป็นฝ่ายบุก ขอความรักด้วยการตามจีบและอุทิศตน ในขณะที่เพศหญิงจะหมกมุ่นวิเคราะห์ทุกคำพูดและการกระทำของฝ่ายชาย จุดประสงค์ของภาวะพิเศษนี้คือ แรงขับอันมหาศาลและความสามารถในการมองข้ามข้อด้อยในตัวคนรักและอุปสรรคทั้งปวง เพิ่มโอกาสความสำเร็จของการจับคู่สืบพันธ์ุ ป้องกันไม่ให้เผ่าพันธ์ุมนุษย์สูญสลายไป

ขอบคุณค่ะ :: themomentum