เพศศาสตร์

การพัฒนาด้านเพศศาสตร์

การพัฒนาด้านเพศศาสตร์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ยุค คร่าวๆ ดังนี้

  • ยุคบิดาธิปไตย (Male dominance and hierarchy)
  • ยุคความรักแบบโรแมนติก (Romantic love)
  • ยุคปัจจุบัน (Modern sexuality)
  • 1.ยุคบิดาธิปไตย
    ในยุคของผู้ชายเป็นใหญ่ และยุคขุนนาง การแลกเปลี่ยนของมีค่าและสตรี ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเพศศาสตร์ก็จัดอยู่ในกระบวนการที่สำคัญของการคงอยู่ของชนเผ่า สตรีและเด็กจะถูกปกป้องอย่างดีจากศัตรูภายนอก เมื่อสังคมเข้ามาสู่ยุคของบิดาเป็นใหญ่ในบ้าน เพศชายสามารถแสดงออกอย่างเสรีในด้านเพศต่อภรรยา หญิงรับใช้ ทาส หรือโสเภณี โดยหน้าที่ของสตรีมีเพียงการสร้างความพึงพอใจในด้านเพศต่อชาย และการเลี้ยงดูบุตร เมื่อศึกษาถึงเพศศาสตร์ในช่วง 200 ปี ที่แล้วมา ในภาษากรีก คำว่า “aphrodisia” หมายถึงการแสดงกิริยา หรือการสัมผัสซึ่งกระตุ้นความต้องการทางเพศ พฤติกรรมทางเพศและการเร้าอารมณ์ถูกพัฒนาผ่านทางอาหาร การแต่งงาน นครโสเภณีและการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กชาย โดยมีการควบคุมเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การนอน การสืบพันธุ์ ให้มีความสอดคล้องกัน ปัญหาทางเพศทุกชนิดไม่สามารถนำมาพูดคุยกันได้ จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ยุคของสังคมคริสเตียน เพศสัมพันธ์ในสมัยกรีกไม่จำเพาะที่จะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาเท่านั้น ยังสามารถมีเพศสัมพันธ์กับโสเภณี ภรรยาลับหรือทาสได้อีกด้วย โดยภรรยาต้องให้ความซื่อสัตย์ต่อสามีเท่านั้น ในยุคกรีกการแต่งงานได้รับการยอมรับและถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์

    2.ยุคความรักแบบโรแมนติก
    ในยุคศักดินาการแต่งงานถูกจำกัดเฉพาะกับกลุ่มคนสังคมเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถรักษาทรัพย์สมบัติให้คงอยู่เฉพาะกับกลุ่มคนชั้นสูง เมื่อความรักถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ก็พบผลเสียของเรื่องนี้เกิดขึ้นตามมา ด้วยสมมุติฐานว่าด้วยบุคคลควรรักกับคนที่รักตนและพยายามรักษาคุณภาพของความสัมพันธ์นั้นไว้ ทำให้เกิดแรงกดดันระหว่างเพศขึ้น

    เพศศาสตร์ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลไก หรือว่าเป็นของมีค่าที่แท้จริงของความรักที่สร้างขึ้นระหว่างคู่หญิงชาย หรือเป็นเพียงสิ่งที่ทำลงไปเพื่อให้เพศสัมพันธ์สมบูรณ์ ในปัจจุบันความรักได้ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของครอบครัว และความสัมพันธ์คล้ายกับการใช้เงินในระบบเศรษฐกิจและการใช้อำนาจในการปกครอง ความรักยังเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศสัมพันธ์ ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นคุณค่าที่แท้จริงของความรัก ความรักเป็นสิ่งถูกต้องเพียงอย่างเดียวในการหาคู่ครอง ปัจจัยอื่นๆ เช่น รายได้ ชั้นของสังคม หรือแม้แต่รูปร่างหน้าตา ก็ถูกจัดเป็นอันดับรองในการตัดสินใจเลือกคู่ ความต้องการของการมีเพศสัมพันธ์ในปัจจุบันได้เพิ่มสิทธิในการต้องการถึงจุดสุดยอด(Organism) เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการมีเพศสัมพันธ์อีกด้วย

    ในยุคของสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล เพศสัมพันธ์ถูกรวมเข้ามาอยู่กับความรัก ครอบครัวและการศึกษา ความรักในยุคนี้คงอยู่เฉพาะตัวตนของคนที่ตนรักตั้งแต่เริ่มตนจนสิ้นสุดแสดงออกในด้านการงานอย่างเปิดเผย ซึ่งอาจมีผลเสียต่อสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นๆ และความรักได้ถูกวางค่าไว้ยิ่งใหญ่กว่าพิธีแต่งงาน

    3.เพศศาสตร์ในปัจจุบัน
    เมื่อมีการพัฒนาของสังคม เพศศาสตร์ได้ถูกแบ่งตามหน้าที่ที่ได้เป็น เพื่อตอบสนองความต้องการทางเพศและการสืบพันธุ์ ซึ่งหน้าที่ทั้งสองได้ถูกผสมผสานกันโดยชนชั้นกลางในศตวรรษที่19ในลักษณะความรักแบบโรแมนติกซึ่งการพัฒนาชีวิตคู่ดังกล่าวนี้ก็เริ่มมีปัญหาเมื่อคำนึงถึงเรื่องสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งจะถูกจำกัดในฐานะภรรยา เพศศาสตร์ในแง่ศีลธรรมและเพศสัมพันธ์ถูกแยกออกจากกัน ในแง่ศีลธรรมถูกใช้เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ และในแง่เพศสัมพันธ์เพื่อตอบสนองความต้องการทางกาย

    ยุคของความรักและเพศสัมพันธ์ได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ได้เกิดชนิดของความสัมพันธ์กันในฐานะเพื่อนซึ่งอาจมีบุตรเป็นตัวเชื่อมระหว่างกลางหรือไม่ก็ได้นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีเด็กจำนวนมากที่เกิดมาโดยมีเพียงมารดาเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสได้สูญเสียความแข็งแกร่งและอิทธิพลลดลงไปมาก ดังนั้นคำว่า รัก ซึ่งเดิมถือว่าเป็นรหัสเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของคู่รักและสังคมได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบไป เป็นไปได้หรือไม่ที่ความรักแบบโรแมนติกที่ถูกพัฒนาโดยนักร้องและนักเขียนนวนิยาย จนกระทั่งถึงภาพยนตร์รักอมตะใกล้ถึงจุดอวสาน จากความเดิมซึ่งเชื่อว่า ความรักส่งผลให้เกิดการแต่งงานและมีบุตรหลาน ซึ่งเป็นการสืบเผ่าพันธุ์และคงความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างกันไว้

    อย่างไรก็ตามการกล่าวถึงเพศสัมพันธ์ว่าเป็นการแสดงออกถึงความรักเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ในปัจจุบันความรักถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่มีความยั่งยืนในยุคของสิทธิมนุษยชนเบ่งบานทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันรวมทั้งคู่สามีภรรยาก็มีสิทธิเท่าเทียมกันกับเพื่อนบ้านหรือคนรู้จัก ความเป็นอิสระทำให้ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเหมือนความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลดังในยุคแห่งเสรีภาพ ความหมายของคำว่า รัก จึงถูกเปลี่ยนแปลงไป ด้วยความพยายามที่จะคงความรักระหว่างคู่ของตัว เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของหน้าที่ของครอบครัว ในปัจจุบันเป็นที่ทราบดีว่าความรักได้จืดจางหายไปอย่างรวดเร็ว แต่เด็กๆที่เป็นผลจากความสัมพันธ์ของพวกเขายังต้องการความรักและความเอาใจใส่ไปอีกระยะหนึ่ง